ประวัติบริษัท

บริษัท ซาบีน่า จำกัด (มหาชน) หรือ SABINA ผู้ผลิตและจำหน่ายชุดชั้นในสตรี ภายใต้แบรนด์คนไทยอันดับหนึ่งของประเทศไทย ด้วยช่องทางการจำหน่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ผ่านทุกช่องทางการจัดจำหน่าย และขยายไปยังประเทศเพื่อนบ้านในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยเฉพาะ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม) รวมทั้งภูมิภาคอื่นของโลก นอกจากนี้ ยังเป็นผู้ผลิตชุดชั้นในให้กับแบรนด์ชุดชั้นในชั้นนำในต่างประเทศ (OEM)

สินค้าชุดชั้นใน "ซาบีน่า" มีสินค้าครอบคลุมทุกกลุ่มวัยในทุกระดับราคาที่ตลาดต้องการ อีกทั้งยังเป็นผู้นำแฟชั่นและฟังก์ชั่น ไปพร้อมๆ กัน คือ ภายนอกมีดีไซน์ที่สวยงาม ขณะที่ภายในมีเรื่องฟังก์ชั่นที่เป็นไปตามสรีระของผู้สวมใส่ มีความเหมาะสมกับรูปร่างของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นรายบุคคล ตามข้อมูลการวิจัยและผลสำรวจตลาดโดยวิเคราะห์เพื่อนำไปสู่การพัฒนาสินค้า จนปัจจุบันซาบีน่าสามารถตอบโจทย์ได้ครอบคลุมทั้งสาวหน้าอกเล็กและสาวหน้าอกใหญ่ ตลอดจนนำนวัตกรรมมาใช้ในการผลิต เพื่อก้าวไปสู่การผลิตชุดชั้นในที่มีคุณภาพดี สวมใส่สบาย และคงความทันสมัยเสมอ

บริษัทฯ ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่

17 สิงหาคม 2538

บริษัทฯ ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ วันที่ 17 สิงหาคม 2538 ชื่อเดิมว่า บริษัท เจ แอนด์ ดี แอพพาเรล จำกัดมีทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 1 ล้านบาท ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายชุดชั้นในให้แก่บริษัทย่อย และลูกค้าซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายชุดชั้นในไปยังต่างประเทศ (OEM - Original Equipment Manufacturer) โดยบริษัทย่อยคือ บริษัท ซาบีน่า ฟาร์อีสท์ จำกัด ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2520

บริษัทฯ และบริษัทย่อย ก่อตั้งขึ้นจากการร่วมทุนกันของสมาชิกรุ่นที่ 2 ของครอบครัว "ธนาลงกรณ์" นำโดยนายวิโรจน์ ธนาลงกรณ์ ซึ่งมีความชำนาญพิเศษในอุตสาหกรรมชุดชั้นใน ต่อเนื่องจากสมาชิกรุ่นที่ 1 ของครอบครัวซึ่งมีจุดเริ่มต้นจาก "ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างยกทรงจินตนา" (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท จินตนา แอพพาเรล จำกัด) ประกอบธุรกิจชุดชั้นในภายใต้การบุกเบิกของคุณจินตนาและคุณอดุลย์ ธนาลงกรณ์ ผู้เป็นมารดาและบิดาของนายวิโรจน์ ซึ่งเป็นผู้บริหารและผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทฯ

ปัจจุบันสัดส่วนรายได้หลักของบริษัทฯ มาจากการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ให้แก่บริษัทย่อยภายใต้แบรนด์

บริษัท เจ แอนด์ ดี แอพพาเรล จำกัด (มหาชน) ได้เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ซาบีน่า จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2550 มีสำนักงานจดทะเบียนตั้งอยู่เลขที่ 177 หมู่ที่ 8 ตำบลวังไก่เถื่อน อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท และสำนักงานสาขา 4 สาขา ประกอบด้วย

  1. เลขที่ 12 ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร
  2. เลขที่ 30/5 หมู่ 12 ถ.พุทธมณฑลสาย 5 ตำบลไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม
  3. เลขที่ 236 หมู่ที่ 10 ตำบลดู่ทุ่ง อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร
  4. เลขที่ 81,106 หมู่ที่ 6 ตำบลหนองโบสถ์ อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์

อดีต การดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายสินค้า OEM ของบริษัทฯ เป็นการผลิตและจำหน่ายให้แก่บริษัทย่อย ซึ่งรับคำสั่งผลิตมาจากลูกค้าอีกทอดหนึ่ง เนื่องจากบริษัทย่อยดำเนินธุรกิจมานาน และเป็นที่รู้จักของลูกค้าต่างประเทศมากกว่า เมื่อบริษัทฯเริ่มเป็นที่รู้จักในกลุ่มลูกค้าต่างประเทศจึงเริ่มจำหน่ายสินค้า OEM ตรงสู่ลูกค้ามากขึ้น จนทำให้การผลิตให้กับผู้จัดจำหน่ายชุดชั้นในต่างประเทศมีสัดส่วนเป็นรายได้หลัก แต่หลังจากบริษัทฯ ปรับเปลี่ยนนโยบาย ปรับลดสัดส่วนการผลิตและจัดจำหน่ายสินค้า OEM ตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา เป็นผลให้สัดส่วนรายได้หลักของบริษัทฯ มาจากการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ให้แก่บริษัทย่อยภายใต้แบรนด์ "ซาบีน่า" (SABINA) เป็นหลัก

การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการที่สำคัญของบริษัทฯ และบริษัทย่อยที่เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจ

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ
  • ปี 2540

    เป็นช่วงที่เศรษฐกิจประเทศไทยตกต่ำมาก เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง (Tum Yum Kung Crisis) เป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงมาก เนื่องจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงฉับพลันภายในข้ามคืนจาก 26 บาท เป็น 45 บาท บริษัทจึงเห็นโอกาสในการปรับตัวและทิศทางในการทำธุรกิจส่งออกภายใต้ แบรนด์ของลูกค้าในประเทศอังกฤษและประเทศในยุโรปเป็นหลัก จากเดิมที่บริษัทได้เริ่มต้นทำแบรนด์มาก่อนระยะหนึ่งแล้ว

  • ปี 2545

    บริษัทได้ขยายโรงงานเพิ่มแห่งที่ 4 ตั้งอยู่ที่จังหวัดยโสธร ซึ่งเป็นโรงงานที่ใหญ่ที่สุด โดยบริษัทได้จัดตั้งโรงงานมาแล้ว 3 แห่ง คือ โรงงานที่ท่าพระ โรงงานที่ชัยนาท และโรงงานที่พุทธมณฑลสาย 5 เพื่อตอบสนอง ความต้องการของลูกค้า OEM

  • ปี 2549

    บริษัทได้เปลี่ยนจากการทำ OEM มาขายแบรนด์มากขึ้น เนื่องจากเห็นแนวโน้มค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากขึ้น อยู่ที่ 36 บาท/USD และคาดการณ์จะแข็งค่าถึง 30-31 บาท/USD รวมถึงสิทธิประโยชน์ GSP ที่ยุโรปให้กับประเทศไทยไม่มีแล้ว รวมทั้งค่าแรงที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้การแข่งขันในการส่งออกสินค้าของบริษัทลดลง นั่นหมายความว่าบริษัทจะไม่ได้ประโยชน์จากการทำ OEM อีกต่อไป บริษัทจึงปรับเปลี่ยนกลยุทธ์มาเน้นการสร้างแบรนด์ของตนเองเพิ่มมากขึ้น และเจาะตลาดภายในประเทศก่อน

    โดยที่ในปีนี้บริษัทเริ่มต้นมองหาตลาดจาก Segmentation ที่ไม่มีใครสนใจ และวางตำแหน่งของบริษัทในการผลิตสินค้ารุ่น Doomm Doomm (ชุดชั้นในเสริมฟองหนาพิเศษ) ให้กับกลุ่มลูกค้าที่มีเต้าทรงเล็ก หรือคัพ A ซึ่งเป็นการสร้าง Positioning ของแบรนด์ได้เป็นอย่างดี จนกระทั่งผ่านมา 10 กว่าปีแล้ว คนส่วนใหญ่ยังจดจำแบรนด์ SABINA และเป็นที่หนึ่งในใจสาวคัพเล็กจนถึงปัจจุบัน

  • ปี 2554

    เป็นช่วงที่บริษัทต้องต่อสู้กับค่าแรงขั้นต่ำที่สูงขึ้นถึง 300 บาท/วัน และวิกฤตการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในประเทศ ซึ่ง 2-3 ปีก่อนนี้ บริษัทได้เริ่มนำระบบ LEAN มาช่วยในการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตให้สูงขึ้นแล้ว แต่ในปี พ.ศ.2554 นี้บริษัทได้นำระบบ LEAN มาพัฒนาจากการนั่งเย็บเป็นการยืนเย็บ ทำให้สามารถลดพนักงานน้อยลงจากการนั่งเย็บที่ต้องใช้พนักงาน 2 คน เหลือเพียง 1 คน โดย 1ไลน์การผลิตสินค้าปกติจะใช้พนักงานเย็บประมาณ 40 คน แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 20 คนเท่านั้น และบริษัทมีนโยบายพนักงานลาออกจะไม่รับพนักงานทดแทน ซึ่งในขณะนั้นพนักงานลดลงจาก 5,100 คนลงมาอยู่ที่ประมาณ 3,900 คน ทำให้พนักงานมีรายได้มากขึ้น การอยู่โอทีน้อยลง และเป็นผลทำให้บริษัทสามารถก้าวข้ามวิกฤตในช่วงของค่าแรงขั้นต่ำสูงได้

  • ปี 2559

    บริษัทได้หันไปจับกลุ่มลูกค้าใหม่ที่มีคัพทรงใหญ่มากขึ้น เพื่อให้ครอบคลุม กลุ่มลูกค้าทุกคัพไซซ์ และเป็นฐานลูกค้าที่กว้างกว่าเดิมที่เน้นเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่มีคัพทรงเล็ก เท่านั้น

  • ปี 2560

    บริษัทได้สร้างโรงผลิตฟองน้ำขึ้นรูป (โมลด์) เพื่อช่วยลดต้นทุนในการผลิตสินค้าและรวดเร็วในการพัฒนารูปสินค้าผลิตภัณฑ์ ได้ทันต่อความต้องการของตลาด

    บริษัทยังได้รับรางวัล Top Brand Award จากคณะพาณิชยศาสตร์การบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในหมวดของ Fashion ซึ่งเป็นปีที่ 5 ติดต่อกันที่ได้รับรางวัล จนได้ขึ้น Hall of Frame ซึ่งถือได้ว่าเป็น Brand Award ที่มีมูลค่าในด้านคุณค่าของแบรนด์ SABINA

  • ปี 2562

    บริษัทได้รับรางวัลการดำเนินงานโดดเด่นจากงาน "SET Awards 2019" โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยรางวัลดังกล่าวเป็นรางวัลที่มอบให้แก่บริษัทจดทะเบียนที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่น พิจารณาจากผลประกอบการทางธุรกิจ การกำกับดูแลกิจการที่ดี การปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ การเปิดเผยข้อมูล และคุณภาพของงบการเงิน